1238206287Banner ข่าว

วิธีเลือกยางรถยนต์ให้เหมาะกับการใช้งาน

ก่อนจะมาเลือกยางรถยนต์ เรามารู้จักยางรถยนต์กัน

     สำหรับในบ้านเราถ้าให้มาบอกว่าถึงประเภทของยางรถยนต์นั้นคงจะยาก ส่วนใหญ่เราจะมาแบ่งเป็นประเภทการใช้งาน หรือประเภทรถกันเสียมากกว่า อย่างยางรถยนต์นั่ง ยางรถสปอร์ต ยางรถกระบะกับยางรถตู้ใช้เหมือนกันเพราะเน้นไปที่การบรรทุก หรือออกไปแนวเฉพาะกลุ่มประเภทยางออฟโรด เป็นต้น

     หน้าที่หลักของยางรถยนต์ 4 ประการ ตั้งแต่รับน้ำหนักรถยนต์และบรรทุก ลดแรงกระแทกและสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ถ่ายทอดพลังงานขับเคลื่อนลงสู่พื้นถนน และทำให้รถเปลี่ยนทิศทางได้ตามต้องการ

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการคิดค้นและพัฒนายางรถยนต์ขึ้นมา ซึ่งได้วิวัฒนาการมาเรื่อย จนปัจจุบันยางรถยนต์มีโครงสร้างสำคัญ คือ เนื้อยางตัวนอกสุดสัมผัสถนน ชั้นต่อมาเป็นผ้าใบเสริมความแข็งแรง เข็มขัดรัดหน้ายาง และโครงยางที่ปัจจุบันหลักๆ จะแยกเป็นโครงยางเส้นลวด หรือที่เรียกว่ายางเรเดียล และอีกแบบเป็นโครงยางผ้าใบ แต่ปัจจุบันในรถยนต์นั่ง หรือปิกอัพ 1 ตัน จะเป็นยางเรเดียลกันหมดแล้ว และส่วนสุดท้ายเป็นขอบยาง

     โครงสร้างยางเหล่านี้จะแยกผลิต และนำมารวมเป็นยางรถยนต์หนึ่งวง ในกระบวนการผลิตของโรงงาน ซึ่งคงต้องผ่าแบบหน้าตัดออกมาดูจึงจะเห็น แต่ที่ผู้ใช้รถจะเห็นและสัมผัสโดยตรง เป็นหน้ายางมีดอกยางแตกต่างกันไป หลักๆ จะมีเป็นแบบสมมาตร(Symmetrical) หน้ายางจะมีดอกยางที่เหมือนกัน แบบนี้จะทำให้รถมีความนุ่ม และสลับยางง่าย อีกแบบจะเป็นลักษณะไม่สมมาตร(Asymmetrical) ที่ดอกยางจะแตกต่างกัน เน้นการขับขี่ประสิทธิภาพเฉพาะ และยึดเกาะถนนเหมาะกับการเข้าโค้งความเร็วสูง และแบบกำหนดทิศทางการหมุน(Uni-direction) ดอกยางจะมีลักษณะหมุนหรือชี้ไปทิศทางเดียวกัน ทำให้มีการรีดน้ำ ควบคุมการทรงดี และขับขี่ความเร็วสูงได้ดี แต่จะยุ่งยากในการเปลี่ยน หรือสลับยาง ใส่ผิดทิศไม่ได้เพราะส่งผลต่อการขับขี่

     สิ่งที่สังเกตเห็นอีกอย่างบนยางรถยนต์ เป็นตัวเลขและอักษรบนวงล้อด้านข้างเป็นสัญลักษณ์ วิธีการดู

ตัวอย่างเช่น 195/65 R 15 91V แบบนี้จะเป็นยางรถยนต์นั่งทั่วไป
– ความหมายของเลข 195 คือ ความกว้างของยาง(มม.),
– 65 เป็นอัตราส่วนขนาดยาง(65%) ของความกว้างยาง
– ตัว R เป็นโครงสร้างยางแบบเรเดียล( ถ้า – หมายถึงยางแบบผ้าใบ)
– เลข 15 เป็นเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ(นิ้ว)
– 91 เป็นดัชนีในการรับน้ำหนัก(615 กก./เส้น) และขีดจำกัดความเร็วสูงสุดของยาง(แต่ละอักษรจะมีความเร็วแตกต่าง ซึ่ง V = ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.)

     เมื่อรู้จักยางรถยนต์เบื้องต้นกันแล้ว บางคนอยากจะเปลี่ยนยางใหม่ หรือยางเก่าหมดอายุแล้ว และกำลังมองหายางใหม่มาแทน สิ่งที่ต้องคำนึงในการเลือกใช้ยางรถยนต์ ควรเลือกใช้ขนาดของยาง ชนิดโครงสร้างยาง ลักษณะดอกยาง และความลึกของร่องดอกยางให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน ที่สำคัญรับน้ำหนักไม่น้อยกว่าเดิม ควรเลือกขนาดความกว้างของกระทะล้อ ให้เหมาะสมกับขนาดยาง สำหรับบางชนิดไม่ใช้ยางใน(Tubeless) เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ ควรเปลี่ยนวาล์วใหม่ด้วยทุกครั้ง

     ในส่วนของการบำรุงรักษายางรถยนต์ ควรเช็คลมยางและเติมลมยางให้ถูกต้อง (ยางอะไหล่ให้ตรวจเช็คลมยางเช่นกัน และควรเติมลมยางมากกว่าอัตรากำหนด) ตามอัตราที่กำหนดเป็นประจำในขณะที่ยางเย็น ปกติจะมีแจ้งบอกขนาดยาง และอัตราลมยางล้อหน้า-หลังที่กำหนด โดยส่วนใหญ่หน่วยจะเป็นปอนด์ (PSI : ปอนด์/ตารางนิ้ว) แต่หากเติมลมยางหลังใช้งานควรเติมเพิ่มประมาณ 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว จากการเกิดความร้อนของยางขณะวิ่ง

     การที่ลมยางน้อยหรืออ่อนเกินไป จะทำให้ยางสึกบริเวณไหล่ยาง ทำให้โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาดหรือหักได้ และมีการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนหากเติมลมยางมากไป จะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย จากพื้นที่การเกาะถนนลดลง โครงยางระเบิดได้ง่ายเมื่อเกิดการกระแทก หรือถูกตำ จากการยึดหยุ่นได้น้อย อายุยางลดลง และความนุ่มนวลในขณะขับขี่ลดลง โดยลักษณะยางจะสึกบริเวณกลางหน้ายาง ซึ่งยางลมที่เหมาะสมหน้ายางจะมีการสึกสม่ำเสมอ แต่กรณีรถเก๋งที่ขับระยะทางไกลด้วยความเร็วสูง ให้เติมลมยางมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ เพื่อการคืนตัวของยางจะเร็วขึ้น และไม่เสียรูปทรงยาง ทำให้มีอายุการใช้งานนานด้วย

     สำหรับกรณีที่เป็นยางใหม่ ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยางให้มากกว่าปกติ หรือในช่วง 3,000 กิโลเมตรแรก เนื่องจากโครงสร้างยางในช่วงนี้จะมีการขยายตัว ทำให้ความดันลมยางลดลง และเพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว และแกนวาล์ว ทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่และมีฝาปิดวาล์วตลอดเวลา

     ทั้งนี้ควรมีการสลับตำแหน่งยาง เพื่อช่วยให้มีการสึกหรออย่างสม่ำเสมอเท่าๆ กัน โดยยางเรเดียลจะสลับทุกๆ ระยะทาง 10,000 กิโลเมตร และยางผ้าใบจะประมาณ 5,000 กิโลเมตร และควรบำรุงรักษาระบบช่วงล่างของรถยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ และตรวจสอบศูนย์ล้อให้ได้มาตรฐานของรถยนต์ โดยวิธีตรวจสอบศูนย์ล้อด้วยตัวเอง ว่าเป็นปกติหรือไม่ สังเกตง่ายๆ เวลาเลี้ยว 90 องศา ให้ดูการคืนพวงมาลัยเป็นปกติหรือไม่ ถ้าต้องดึงพวงมาลัยช่วยคืน แสดงว่าศูนย์ล้อไม่ปกติ

     เพราะเรารู้ว่าคุณรักรถมากแค่ไหน  เพราะฉะชั้นเราต้องหายางที่ดี มีคุณภาพ มีการรับประกัน ให้อยู่คู่กับรถที่เรารักไปนาน Dcenti มั่นใจในคุณภาพ ผลิตในประเทศไทย ได้รับมาตรฐานรับรอง ISO9001 นุ่ม หนึ๊บ เงียบ ปลอดภัย 100%

ขอบคุณเนื้อหาดีๆจาก roojai.com

Facebook
Twitter
LinkedIn

บทความน่าสนใจ

Banner ข่าว12

Dcenti เข้าร่วมโรงการหมอและยาเพื่อชีวิต ครั้งที่ 173

Dcenti เข้าร่วมโรงการหมอและยาเพื่อชีวิต เพิ่มคุณค่าให้ชีวิต ผูกมิตรประชาชนครั้งที่ 173 สนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่น้องๆโรงเรียนบ้านหนองชาก ต.หนองชาก อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา โดย สมาคมโปคาดี้ 35 ผลตำรวจเอก เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน (นายกสมาคมฯ)

Read More »
Banner ข่าว ฟุตบอล

งานแข่งขันฟุตบอลเยาวชน DCENTI A&A TROPHY CUP ครั้งที่ 1

รวมภาพบรรยากาศงานแข่งขันฟุตบอลเยาวชน DCENTI A&A TROPHY CUP ครั้งที่ 1 รุ่นอายุ 10 และ 12 ปี จัดขึ้น ณ สนามหญ้าเทียมนายพล จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

Read More »